C.Manee

C.Manee
คิดเก่ง ทำเป็น พูดได้

วันพฤหัสบดีที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

LPG ปัญหาเกี่ยวกับราคาที่ไม่สะท้อนความเป็นจริง


LPG….ซึมแทรกอยู่ในชีวิตประจำวัน
LPG…..ความจริงที่ควรรับได้

ได้ยินเสียงบ่นจากคนใช้รถเรื่องน้ำมันราคาแพงทุกวี่ทุกวัน ซี่งเป็นเรื่องจริงมาหลายปีแล้ว แล้วก็มีจำนวนเจ้าของรถส่วนตัวไม่น้อยหันไปใช้แก๊สแทนน้ำมัน ทั้ง NGV และ LPG เพราะถูกกว่าน้ำมันหลายเท่าตัว แม้จะมีสารพัดน้ำมันประเภทแก๊สโซฮอลไว้ให้เลือกใช้ก็ตาม
                การใช้ NGV ในยานยนต์เป็นนโยบายรัฐ เห็นได้จากการสนับสนุนให้รถแท็กซี่ใช้ ตั้งแต่ปี 2550  รถตู้ รถประจำทางรุ่นใหม่ ก็ใช้ NGV  ที่มีราคาถูกแต่มีข้อจำกัดที่จำนวนปั๊มที่ยังมีไม่มากนัก ส่วน LPG ที่ใช้ในครัวเรือน อุตสาหกรรม รถยนต์ ปิโตรเคมี  และในราวสิบปีที่ผ่านมา มีคนนำไปใช้ในยานพาหนะมากขึ้นๆทุกที รถบ้านราคาแพงๆไม่น้อยก็นิยมใช้เช่นกันเพราะราคาถูกกว่าน้ำมันและหาได้ง่ายมีปั๊มแก๊สชนิดนี้มากทั่วทุกหัวระแหง ในทุกจังหวัด
LPG เป็นเชื้อเพลิงที่ใช้ในการหุงต้มทำอาหารในครัวเรือน  ร้านอาหารที่มีระดับไปจนถึงรถเข็นขายข้าวผัด ก๋วยเตี๋ยว ลาบน้ำตก  เพราะหาง่ายราคาถูก  ที่ราคาถูกเพราะว่าตั้งแต่ปี 2547 จนถึงปัจจุบัน รัฐบาลทั้งหลาย ควบคุมให้ราคา LPG อยู่ที่ 333 เหรียญสหรัฐต่อตัน(หรือประมาณ 10.26 บาท/กิโลกรัม )   ตั้งแต่ช่วงที่น้ำมันดิบที่นำมากลั่น LPG ราคา 33 เหรียญต่อบาร์เรล และLPG ประมาณราคา 14.13 บาท/กิโลกรัม  รัฐควบคุมที่ราคานั้นจวบจนทุกวันนี้
ปัจจุบันนี้  LPG ราคาถึง1,000 เหรียญสหรัฐต่อตัน(หรือประมาณ 31  บาท/กิโลกรัม หรือประมาณ 15.5 บาท/ลิตร) แต่คนไทยโชคดีมาก ที่รัฐช่วยประคองราคาให้ประชาชนได้ใช้ก๊าช LPG ในราคาควบคุม  ในภาคครัวเรือนและภาคขนส่ง  โดยรัฐให้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงใช้เงินในกองทุนจ่ายชดเชยให้แก่โรงกลั่นน้ำมันผู้ผลิต LPG จากการกลั่นน้ำมันดิบ  และจ่ายชดเชยให้แก่ผู้นำเข้า   LPG
ราคาขายปลีก LPG สำหรับภาคครัวเรือน กิโลกรัมละ 18.13 บาท กองทุนน้ำมันช่วยจ่ายแทนผู้บริโภค LPG ภาคครัวเรือน กิโลกรัมละ 10.4416 บาท
ราคาขายปลีก LPG สำหรับภาคขนส่ง กิโลกรัมละ 21.38 บาท กองทุนน้ำมันช่วยจ่ายแทนผู้บริโภค LPG ภาคขนส่ง กิโลกรัมละ 7.4042 บาท
ส่วนราคาขายปลีก สำหรับภาคอุตสาหกรรม กิโลกรัมละ 30.13 บาท ไม่มีการจ่ายชดเชย  แต่กองทุนน้ำมันได้รับจากภาคอุตสาหกรรม กิโลกรัมละ 0.7784 บาท
เรื่องของ LPG ที่ใช้ชีวิตประจำวันของประชาชน ทั้งการหุงต้มและการใช้ในยานพาหนะ รวมไปถึงภาคอุตสาหกรรมในปัจจุบัน จะต้องปรับให้ถูกต้องชอบธรรมและกระทบต่อการดำเนินชีวิตของประชาชนให้น้อยที่สุด  มีประเด็นต้องพิจารณา ดังนี้
1. การที่ต้นทุน LPG แพง แต่รัฐยังให้กองทุนน้ำมันจ่ายแทนผู้บริโภคส่วนหนึ่งนั้น ถูกต้องและชอบธรรมหรือไม่
คำถามคือ  กองทุนน้ำมันตั้งขึ้นมาเพื่ออะไร
คำตอบคือ กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง มีวัตถุประสงค์ตรงตามชื่อ ตั้งแต่แรก คือ เพื่อพยุงราคาน้ำมันเชื้อเพลิง ไม่ให้มีการขึ้นลงอย่างสวิงสวายจนผู้บริโภคได้รับผลกระทบปรับตัวตามไม่ทัน   ผู้ที่ต้องจ่ายให้กองทุนฯ คือ ผู้ที่ใช้น้ำมันเบนซิน ดีเซลและแก๊สโซฮอล  แต่ในเมื่อ NGV และ LPG ก็เป็นเชื้อเพลิงประเภทหนึ่ง  ผู้ซื้อก็ควรต้องจ่ายเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเช่นกัน ซึ่งก็ได้บ้างจากภาคอุตสาหกรรมที่ใช้ LPG   
แต่ว่า ทุกวันนี้  ผู้ใช้น้ำมันทุกประเภทที่จ่ายให้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง กลับกลายเป็นผู้สนับสนุนให้ผู้บริโภค LPG  สามารถซื้อในราคาถูกกว่าต้นทุน
โดย จ่ายแทนผู้บริโภค LPG ภาคครัวเรือน กิโลกรัมละ 10.4416 บาท
โดย จ่ายแทนผู้บริโภค LPG ภาคขนส่ง กิโลกรัมละ 7.4042 บาท
นับว่าไม่เป็นธรรมสำหรับผู้ใช้น้ำมันทุกประเภท ที่ทุกครั้งที่ซื้อน้ำมัน จะต้องจ่ายเงินส่วนหนึ่งเพื่อผู้ใช้ LPG เสมอมา
เรื่องความเป็นธรรม เป็นเรื่องสำคัญในทุกสังคม ที่ทำให้สังคมมีความสงบสุข
ดังนั้น รัฐต้องไม่เป็นผู้สร้างความไม่เป็นธรรมในสังคมเสียเอง
แต่จะทำอย่างไรต่อไป เพื่อรักษาความเป็นธรรมในสังคม เพื่อไม่บิดเบือนกลไกตลาด ในขณะเดียวกันก็ต้องดูแลไม่ให้ประชาชนเดือดร้อน  เป็นโจทย์ปัญหาที่ท้าทายสำหรับภาครัฐ
2. ทุกวันนี้  ราคา LPG  ที่แตกต่างกัน  มีใครได้รับผลประโยชน์จากการนี้อีก ??
โดยหลักการ ผู้บริโภคแต่ละประเภทเป็นผู้ได้รับประโยชน์
แต่ในความเป็นจริง มีการเอาเปรียบกัน มีการใช้ราคาที่แตกต่างกัน แสวงหาผลประโยชน์ แสวงหากำไรโดยไม่
สนใจว่าจะกระทบต่อส่วนรวม
เมื่อ LPG  ตัวเดียวกันนี้แหละ ....
ขายสำหรับภาคครัวเรือน           กิโลกรัมละ   18.13 บาท
ขายสำหรับภาคขนส่ง                กิโลกรัมละ   21.38  บาท
ขายสำหรับภาคอุตสาหกรรม    กิโลกรัมละ   30.13 บาท

นับประสาอะไรกับเรา ที่ไม่ใช่คนค้าขาย ยังคาดเดาได้ว่า ต้องมีคนเก็งกำไรแน่ ๆ... แล้วบรรดานักค้านักขายนักเก็งกำไรจะไม่มองเห็นกำไรจะจะในการโยกย้ายถ่ายเท LPG ภาคครัวเรือน หรือภาคขนส่ง ไปใช้ในภาคอุตสาหกรรม เพื่อลดค่าใช้จ่ายและเพิ่มกำไร   หรือเอา LPG ราคาอุ้มชู ในไทยไปขายในประเทศใกล้เคียงที่ราคาแพงกว่า   

 LPG ราคาอุ้มชูในประเทศ ทำท่าจะไปอุ้มชูเอื้อเฟื้อประเทศเพื่อนบ้านด้วย
เพราะเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน LPG ของเราราคาถูกที่สุด   
LPG ของเรา  ขายให้ภาคครัวเรือน กิโลกรัมละ 18.13  บาท
ในขณะที่ประเทศมาเลเชียราคากิโลกรัมละ 20 บาท อินโดนีเชีย 23 บาท  พม่า 34 บาท ลาว 44 บาท กัมพูชา 45 บาท และเวียตนาม 54 บาท
โอกาสการลักลอบค้าขาย LPG หุงต้ม จากบ้านเราไปสู่ประเทศเพื่อนบ้าน จึงเป็นไปได้สูง
และน่าจะลักลอบสะดวกยิ่งขึ้นเมื่อในภูมิภาคนี้ก้าวสู่ประชาคมอาเซียน
โอกาสการถ่ายเทไปใช้ผิดประเภทภายในประเทศ และการลักลอบค้าขายไปประเทศเพื่อนบ้าน จะลดน้อยลงหรือคลี่คลายไปได้  อยู่ที่รัฐต้องใช้มาตรการควบคุมอย่างเข้มแข็ง  จับกุมการกระทำผิดอย่างเข้มข้น   
1.LPG  ในวันนี้ และในอนาคต จะเป็นอย่างไร    
ทุกวันนี้  แหล่งพลังงานลดน้อย และหายากขึ้นทุกที
พลังงานที่เป็นพื้นฐานหลักของการอุปโภคบริโภค  นับวันยิ่งหายากขึ้น ค่าใช้จ่ายในการให้ได้มาซึ่งพลังงานเหล่านั้น ก็สูงขึ้นตามระดับความยาก
บวกกับค่าใช้จ่ายทางด้านสิ่งแวดล้อม เพื่อให้ได้มาซึ่งพลังงานสะอาดและปราศจากสารเรือนกระจกต้นเหตุของภาวะโลกร้อน
เตรียมตัวเตรียมใจได้เลยว่า ต่อแต่นี้ไปจะไม่มีคำว่าถูกสำหรับพลังงาน
เฉพาะ LPG  กว่าจะได้มาใช้  ต้องผ่านกระบวนการขั้นตอนสารพัด ทั้งการสำรวจขุดเจาะ การขนส่งสู่กระบวน การผลิต โรงแยกก๊าซธรรมชาติ โรงกลั่นน้ำมัน ถังเก็บ โรงบรรจุถังก๊าซ รถขนส่งไปยังสถานีบริการและร้านจำหน่ายซึ่งต้องใช้มอเตอร์ไซด์มาส่งถึงบ้านเรือน ล้วนเป็นค่าใช้จ่ายทั้งนั้น
แต่....ตอนนี้ยังสบายใจกันอยู่ ไม่เดือดเนื้อร้อนใจ  เพราะกองทุนน้ำมันช่วยอยู่(ทั้งที่หนี้ท่วม)
แต่ถ้า....ถึงวันหนึ่ง ที่รัฐสู้ไม่ไหวอีกต่อไป  กองทุนล่มสลายหายไปแล้ว  ผู้บริโภคต้องซื้อด้วยราคาจริง ซึ่งอาจจะตกใจที่ราคาเป็นจริงนั้นมากกว่าเป็นเท่าตัวหรือเกินเท่าตัว
ขณะนี้ มีทั้งผู้ไม่เห็นด้วยและผู้เห็นด้วย ว่าควรปล่อยให้ราคา LPG เป็นไปตามกลไกตลาด
ผู้ที่ไม่เห็นด้วย เกรงว่าจะกระทบกับผู้มีรายได้น้อย
ผู้เห็นด้วย เพราะเห็นว่าไม่ถูกต้องไม่เป็นธรรมที่กองทุนน้ำมันไปอุ้ม LPG   ซึ่งเป็นลูกโซ่ต่อไปถึงการแสวงหากำไรจากส่วนต่าง อย่างผิดกฏหมาย
ในที่สุดนี้ รัฐควรจะดำเนินการเกี่ยวกับ LPG โดยยึดหลักการที่ถูกต้อง  ใช้มาตรการที่มีความเป็นธรรมและมีประสิทธิภาพในการช่วยเหลือประชาชนและผู้มีรายได้น้อย ให้ได้รับผลกระทบน้อยที่สุดต่อการดำรงชีวิต ป้องกันการเอารัดเอาเปรียบ  รวมทั้งมีการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มแข็ง
LPG เป็นเรื่องราวของพลังงานเชื้อเพลิงประเภทหนึ่ง ที่เป็นประเด็นที่จะต้องหาข้อยุติที่ลงตัว
เรื่องราวของพลังงานตัวอื่น ๆ จะทะยอยเข้ามามีบทบาทในชีวิตของเรา จะวิกฤตหรือไม่เพียงใด เป็นเรื่องที่ทุกคนต้องติดตาม
การตั้งหน้าอนุรักษ์อย่างเดียว...ย่อมเป็นไปไม่ได้ หรือ มุ่งแต่การพัฒนาพลังงานอย่างเดียว...ก็ไม่ได้เช่นกัน
การอนุรักษ์และพัฒนาด้านพลังงานต้องทำควบคู่กันไปให้สมดุล จึงจะเกิดผลประโยชน์ในระยะยาว
โดยไม่ลืมว่า ความสำเร็จจะเกิดขึ้นได้ย่อมมาจากความร่วมมือของประชาชน
ประชาชนที่ต้องได้รับความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องและเป็นปัจจุบันอย่างสม่ำเสมอต่อเนื่อง    



ความรู้คู่จิตสำนึกเพื่ออนาคตพลังงานและสิ่งแวดล้อม


ความรู้คู่จิตสำนึกเพื่ออนาคตพลังงานและสิ่งแวดล้อม


 
 






มองดูตนเองและรอบตัวในแต่ละวัน ตั้งแต่เช้าเปิดทีวี วิทยุ ฟังและดูรายการต่าง ๆ  ทำอาหารเช้า ขึ้นรถประจำทางหรือขับรถไปทำงาน หรือไปธุระ ล้วนใช้พลังงานจากน้ำมันหรือแก๊ส  เมื่อเดินเข้าไปในสำนักงานหรือร้านค้าที่สว่างไสว ผู้คนใช้เทคโนโลยี่ คอมพิวเตอร์  ก็ล้วนใช้ไฟฟ้า   แค่นี้เราก็ตระหนักได้ว่า รอบตัวเรา ทุก ๆ ที่  ใช้พลังงานในรูปไฟฟ้า น้ำมัน แก๊ส กันทั้งวันทั้งคืน แม้แต่ในชุมชนชนบท แม้จะบริโภคน้อยกว่าก็ตาม  วันใดที่ไฟฟ้าดับ ยุ่งกันไปหมด ทำงานไม่ได้ แก๊สหมดหุงข้าว-ต้มน้ำไม่ได้ก็อดข้าวมื้อนั้น   น้ำมันไม่มีปั๊มไม่มีให้เติม ก็ต้องจอดรถแน่นิ่ง....คงต้องเชื่อเด็ก...ขี่ม้าดีกว่า
สมมติว่า ไฟฟ้า น้ำมันและพลังงานรูปแบบอื่นเกือบจะไม่มีให้ใช้จริง ๆ ไฟเริ่มริบหรี่ ดับ ๆ
ติด ๆ สถานที่ทั้งหลายรวมทั้งบ้านอาจจะถูกจำกัดปริมาณไฟฟ้า น้ำมันหรือแก๊สสำหรับยานพาหนะ
เริ่มต้องปันส่วน ลองนึกดูว่าสังคมจะมีสภาพอย่างไร.... 
         ข้อสมมตินี้อาจจะเกิดขึ้นได้ในอนาคตของลูกหลาน   บางคนหรือหลาย ๆ คนที่มีอายุยืนยาว  
อาจจะได้ร่วมชะตาเดียวกัน
        แม้ว่าในปัจจุบัน หน่วยงานรัฐ วิสาหกิจ เอกชน ที่เกี่ยวข้องกับพลังงาน มีการเสาะแสวงหาและผลิตพลังงานรูปแบบต่าง ๆ มีการทำงานกันเชิงรุกอย่างเต็มที่ เพื่อสนองความต้องการของประชาชน เพื่อให้ประชาชนมีชีวิตสะดวกสบาย แต่ความจำกัดของทรัพยากรธรรมชาติ ศักยภาพของแหล่งพลัง งานทั้งในและต่างประเทศ  ซึ่งแม้จะทุ่มเทเต็มที่ ก็อาจจะไม่เพียงพอในการบริโภคที่มีปริมาณสูงมาก  สวนทางกับปริมาณพลังงานในประเทศและที่หามาได้
ประชาชนส่วนใหญ่หรือเกือบทั้งหมดที่บริโภคพลังงานในวิถีชีวิตและการประกอบอาชีพ  อาจจะมีความรู้เรื่องพลังงานค่อนข้างจำกัด  ในขณะเดียวกันคงจะรับรู้ผลกระทบของพลังงานต่อสิ่งแวดล้อมที่เป็นรูปธรรมกว่า เช่น การเผชิญกับมลพิษทางอากาศ มลพิษทางน้ำ รวมทั้งจะได้ยินเรื่องภาวะโลกร้อนบ่อยและถี่ขึ้น  แต่จะมีสักกี่คนที่ตระหนักรู้ว่าการบริโภคพลังงานทั้งหลายเป็นต้นเหตุของคุณภาพสิ่งแวดล้อม ที่ส่งผลมาที่คุณภาพชีวิตของประชาชน รวมทั้งมีผลวิกฤติต่อการดำเนินชีวิตของลูกหลานในอนาคตไม่กี่สิบปีข้างหน้า
ถ้าเช่นนั้น...จำเป็นต้องมียุทธศาสตร์ในการป้องกันหรือบรรเทาวิกฤติพลังงานในอนาคต  ความจำเป็นในขณะนี้ คือ เร่งให้ความรู้ สร้างจิตสำนึก เพื่อให้ปวงชนชาวไทยมีพฤติกรรมที่ถูกต้องในการใช้พลังงานและการดูแลสิ่งแวดล้อม โดย....ขอเสนอให้มีพระราชบัญญัติพลังงานและสิ่งแวดล้อมศึกษาระดับชาติ (Thailand Energy and Environmental Education Act) เพื่อกำหนดให้มีองค์กรที่รับผิดชอบในการสร้างความรู้ ความเข้าใจ การสร้างจิตสำนึกและพฤติกรรมที่ถูกต้องแก่ปวงชนชาวไทยทุกช่วงวัย ให้รู้ซึ้งสามารถตัดสินใจใช้พลังงานอย่างมีเหตุมีผลและการร่วมกันดูแลสิ่งแวดล้อมอย่างมีประสิทธิภาพควบคู่กันไป เพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน
ในพระราชบัญญัติพลังงานและสิ่งแวดล้อมศึกษาชาติที่เสนอนี้ ควรกำหนดหลักสูตรพลังงานและสิ่งแวดล้อมศึกษาสำหรับทุกระดับการศึกษา ตั้งแต่ประถมศึกษาไปจนถึงระดับอุดมศึกษาและชุมชน  เมื่อมีหลักสูตรก็ต้องมีอาจารย์ นักวิจัย นักวิชาการ และวิทยากรที่มีความรู้และเชี่ยวชาญด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อมศึกษา ซึ่งสถาบันอุดมศึกษาก็คงจะมีส่วนร่วมสำคัญในการสร้างบุคลากรเหล่านี้  เพื่อมาทำหน้าที่เผยแพร่ความรู้ต่อไปยังประชาชนกลุ่มต่าง ๆ ทั้งในระบบและนอกระบบการศึกษา โดยทั่วถึง
ยุทธศาสตร์สำคัญที่ควรจะกำหนดในพระราชบัญญัติพลังงานและสิ่งแวดล้อมศึกษาชาติ คือ การสร้างกระบวนการมีส่วนร่วมในชุมชน  ด้วยการสร้างผู้นำชุมชนและเยาวชนผู้นำด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อมศีกษา เพื่อเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนศูนย์การเรียนรู้ชุมชนด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อมศึกษาที่ควรจะจัดตั้งขึ้นในระดับชุมชน  โดยสนับสนุนให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการเสริม สร้างความรู้คู่จิตสำนึกด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อมศึกษา 
ข้อเสนอเรื่องพระราชบัญญัติพลังงานและสิ่งแวดล้อมศึกษาชาติ นี้ เพื่อให้มีการขับเคลื่อนการพัฒนาความรู้คู่จิตสำนึกด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน สู่ปวงชน เพื่อประสิทธิภาพในการใช้พลังงาน เพื่อคุณภาพสิ่งแวดล้อม และเพื่อคุณภาพชีวิต 
......ลูกหลานของเราในอนาคตจะต้องเผชิญวิกฤติพลังงานและสิ่งแวดล้อมเพียงใด ย่อมขึ้นอยู่ความรู้ จิตสำนึก และการกระทำของพวกเราในวันนี้ ....
                         
  
 

 
 

วันอังคารที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

พูดกันดีๆ ติติงอย่างสร้างสรรค์ ดีกว่าด่าใส่กัน


อึดอัดจริงๆ !!!! กับคำพูดร้ายๆ

        ทำไม ? ? จึงอยู่ด้วยกันอย่างสงบสุขไม่ได้ แม้จะไม่ชอบกัน
         
        ทุกวันมีแต่ข่าวคนกลุ่มหนึ่ง ที่นับจำนวนได้และเปิดตัวชัดเจนว่าเป็นใคร  เป็นคนสำคัญแค่ไหน   ด่ากันไปเสียดสีกันมาเป็นคำพูดร้ายๆ หยาบคาย  ขอเรียกว่าเป็นคนกลุ่มหนึ่ง แยกออกมาจากคนไทยส่วนใหญ่ (เพราะคนส่วนใหญ่ยังเป็นสุภาพชนอยู่)  ภายในกลุ่มนี้ ประกอบด้วยคนที่เกลียดชังกัน เป็นศัตรูกัน  มักแสดงความเกลียดชังต่อกันด้วยคำพูดร้ายๆ รุนแรง หยาบคาย ผ่านสื่อทุกประเภท เพื่อทำให้คู่กรณีหมดสภาพ หมดรูป ลดเครดิต เคียดแค้น และแล้วคู่กรณีก็จะสาดคำพูดเกลียดชังกลับไป........
        การสาดความเกลียดชังไปมา  ถ้าเปรียบน้ำลายร้ายๆ เป็นน้ำเน่าเหม็น   ระหว่างคนสาดกันเองย่อมเหม็นไปหมดแล้ว  
        คนอยู่วงนอกโดนน้ำเหม็นๆ ที่กระเซ็นไปถูก ย่อมเหม็นไปด้วย จนอาจจะกระโดดเข้าร่วมวงด้วย การสาดความเกลียดชังก็อาจจะขยายวงกว้างออกไป
        หมายความว่า...คนไทยบางคนที่แม้ยังไม่มีความเกลียดชังต่อกัน  หากได้รับรู้ความเกลียดชังผ่านปากหรือสื่อต่างๆ บ่อยๆเข้า ก็อาจจะเมามันในอารมณ์ กลายเป็นกองเชียร์  นานๆไป กองเชียร์บางคน
จะเริ่มกลายเป็นคนเล่นไปด้วย ทีนี้ก็เหม็นไปโดยทั่วถึง
        แต่คิดบวกเชื่อว่า คนไทยส่วนใหญ่ที่เป็นประชาชนธรรมดา ๆ ไม่มีความเคียดแค้นอันใดต่อกัน  
จะเบื่อหน่ายกลุ่มคนที่ชอบสาดความเกลียดด้วยวาจามากกว่า  ดังนั้น ความเหม็นก็คงจำกัดอยู่ในกลุ่มนั้น
        ความเกลียดชัง เป็นอารมณ์ร้าย ที่เผาผลาญทำลายทุกสิ่งทุกอย่างให้วอดวายได้ เบื้องหลังของความเกลียดชังหรือสาเหตุเบื้องต้นที่ทำให้ความเกลียดชังเกิดขึ้นมีหลายสาเหตุ บางสาเหตุเกิดจาก
ถูกกระทำที่ทำให้เกิดการสูญเสียอย่างมาก เช่น การถูกโกง การถูกทำร้ายรังแก การถูกแย่งชิงอะไรบางอย่างไป การพ่ายแพ้  บางสาเหตุเกิดจากความอิจฉาริษยา บางสาเหตุเกิดจากความเชื่อตามกลุ่ม
โดยไม่ต้องมีเหตุผลประกอบ
        เราดูได้จากละครไทยทุกวันนี้ ดูหนังดูละครแล้วย้อนดูตัว เกือบทุกเรื่องมีประเด็นการแก่งแย่งชิงดีชิงเด่น แสวงหาประโยชน์บนความทุกข์ของผู้อื่น อิจฉาริษยา และการใช้ถ้อยคำหยาบคายรุนแรงด่าทอกัน  รวมทั้งการตบตี ทำร้ายร่างกายและทรัพย์สิน  ชัดเจนมาก...เพียงแต่ว่าในละคร ภาษาท่าทางร้าย   น่าเกลียดมากๆ มาจากฝ่ายผู้ร้าย ตัวร้าย เป็นหลัก จะมีประปรายบ้างจากฝ่ายดี พระเอก นางเอก 
ที่มีการตอบโต้บ้าง  ละครยอดนิยมทั้งหลายที่ติดกันงอมแงม เป็นภาพสะท้อนได้ดี
        ในชีวิตจริงทุกวันนี้ คำสอนดีๆ จากศาสนา พระบรมราโชวาท ที่ได้ยินทุกๆ วันจากสื่อทั้งหลาย 
กลับไม่มีอิทธิพลในการขัดเกลาความคิด สติ การพูดและการกระทำ   เรากลับต้องได้ยินได้อ่านคำร้ายๆแรงๆแสดงความเกลียดชังมาจากคนกลุ่มหนึ่ง ที่มีทุกคุณวุฒิ ทุกวัยวุฒิ ไม่จำกัดเพศอีกต่างหาก
        ข้อเสนอแนะจากประชาชนคนหนึ่ง ไปสู่ผู้ที่มีความเกลียดในหัวใจ ขอให้กลับไปอ่านคำสอนดีๆ
ของศาสนาที่ตนเองนับถือ  น่าจะมีทางออกที่ดีสำหรับการปฏิบัติภายใต้ความเกลียดชังที่มีอยู่
        การแสดงออกในแบบสุภาพชนด้วยเหตุผลข้อมูลจริง จะสร้างสรรค์สังคมมากกว่า
        ความเกลียดชังในจิตใจ หนึ่งทำร้ายตนเอง หนึ่งกระทบต่อครอบครัวคนใกล้ชิด และถ้าเป็นคนมีอิทธิพลต่อสังคม ความเกลียดชังจะกระทบต่อสังคมด้วย

วันเสาร์ที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2556

ปีใหม่ 2556 ขอให้ทุกคนมีความสุขทุกวัน


คนที่ไม่รู้หนังสือ ทำให้ขาดโอกาส 
ความเจริญของประเทศต่าง ๆ ในโลกใบนี้  ใช้ตัวชี้วัดคุณภาพของพลเมืองหลัก ๆ 3 ด้าน คือ สุขภาพและการมีอายุยืนยาว  การรู้หนังสือ และมาตรฐานคุณภาพชีวิต รวมคะแนนแล้วแบ่งออกเป็น 4 ระดับคือ  พัฒนาสูงมาก  พัฒนาสูง  พัฒนาปานกลาง  และพัฒนาต่ำ
กลุ่มที่มีการพัฒนามนุษย์สูงมาก(47 ประเทศ) ประเทศแรกที่คะแนนสูงสุดในโลก คือ ประเทศนอร์เวย์  รองลงไปตามลำดับ คือ ออสเตรเลีย เนเธอร์แลนด์ สหรัฐอเมริกา ประเทศญี่ปุ่นอยู่ในกลุ่มนี้อันดับที่ 12  เกาหลีใต้อันดับที่ 15  และประเทศเพื่อนบ้านของเรา สิงคโปร์พลเมืองมีคุณภาพอยู่ในอันดับที่ 26 ของโลก
กลุ่มที่มีการพัฒนาสูง (47 ประเทศ) ประเทศฮังการี อยู่ในอันดับที่ 48 ประเทศมาเลเซียติดอันดับที่ 61
ประเทศไทยติดอยู่ในกลุ่มที่พลเมืองมีคุณภาพปานกลาง เป็นอันดับที่ 103 รองจากประเทศจีน ซึ่งอยู่ในอันดับที่ 101 และเพื่อนบ้านของเราคือ ลาว และกัมพูชา  ติดกลุ่มเดียวกับไทย อยู่ในอันดับที่ 138 และ 139        
ส่วนกลุ่มที่พลเมืองมีคุณภาพต่ำ อีก 46 ประเทศ เริ่มจากหมู่เกาะโซโลมอน   พม่าอยู่อันดับที่ 149 และประเทศสาธารณประชาธิปไตยคองโก รั้งประเทศสุดท้ายที่คุณภาพต่ำที่สุดในโลก
การรู้หนังสือ อ่านออกเขียนได้ เป็นทักษะพื้นฐานที่สำคัญมากสำหรับมนุษย์ในการทำกิจกรรมทั้งหลายในชีวิต ให้กับตัวเองและให้แก่สังคม การรู้หนังสือทำให้มนุษย์สามารถศึกษาหาความรู้ได้มากขึ้น
เมื่อมนุษย์ได้เรียนรู้ ได้รับความรู้  มีความเข้าใจความรู้นั้น สามารถนำความรู้นั้นไปใช้ สามารถวิเคราะห์ สังเคราะห์และประเมินค่าความรู้นั้น  ก็จะส่งผลต่อไปที่ความรู้สึก ทำให้เกิดความอยากที่จะทำและผลักดันให้เกิดการกระทำขึ้น ผลจากการกระทำจะต่อยอดขยายผลความรู้จนความรู้ท่วมท้นโลกในขณะนี้  มาจากการรู้หนังสือเป็นทักษะพื้นฐานแรก ที่ทำให้เกิดการสร้างสรรค์มากมายจนกระทั่งหลาย ๆ ประเทศมีความเจริญก้าวหน้ามาก ในขณะที่อีกหลายประเทศในโลกใบเดียวกันนี้  ล้าหลังด้วยประชากรผู้ไม่รู้หนังสือมีเป็นจำนวนมาก จึงเป็นอุปสรรคของการพัฒนาประเทศ     
ประเทศของเราอยู่ในกลุ่มที่พลเมืองมีคุณภาพในระดับกลาง แสดงว่า คนไทยจำนวนไม่น้อยไม่รู้หนังสือ  อ่านไม่ออกเขียนไม่ได้  ซึ่งทำให้ขาดโอกาสในการเรียนรู้  พลเมืองไทยจำนวนไม่น้อยจึงด้อยความรู้ที่จะเป็นฐานในการพัฒนาตนเองและประเทศ