ความรู้คู่จิตสำนึกเพื่ออนาคตพลังงานและสิ่งแวดล้อม
มองดูตนเองและรอบตัวในแต่ละวัน
ตั้งแต่เช้าเปิดทีวี วิทยุ ฟังและดูรายการต่าง ๆ
ทำอาหารเช้า ขึ้นรถประจำทางหรือขับรถไปทำงาน หรือไปธุระ ล้วนใช้พลังงานจากน้ำมันหรือแก๊ส เมื่อเดินเข้าไปในสำนักงานหรือร้านค้าที่สว่างไสว
ผู้คนใช้เทคโนโลยี่ คอมพิวเตอร์ ก็ล้วนใช้ไฟฟ้า
แค่นี้เราก็ตระหนักได้ว่า รอบตัวเรา ทุก
ๆ ที่ ใช้พลังงานในรูปไฟฟ้า น้ำมัน แก๊ส กันทั้งวันทั้งคืน
แม้แต่ในชุมชนชนบท แม้จะบริโภคน้อยกว่าก็ตาม
วันใดที่ไฟฟ้าดับ ยุ่งกันไปหมด ทำงานไม่ได้ แก๊สหมดหุงข้าว-ต้มน้ำไม่ได้ก็อดข้าวมื้อนั้น น้ำมันไม่มีปั๊มไม่มีให้เติม
ก็ต้องจอดรถแน่นิ่ง....คงต้องเชื่อเด็ก...ขี่ม้าดีกว่า
สมมติว่า ไฟฟ้า น้ำมันและพลังงานรูปแบบอื่นเกือบจะไม่มีให้ใช้จริง
ๆ ไฟเริ่มริบหรี่ ดับ ๆ
ติด ๆ สถานที่ทั้งหลายรวมทั้งบ้านอาจจะถูกจำกัดปริมาณไฟฟ้า น้ำมันหรือแก๊สสำหรับยานพาหนะ
เริ่มต้องปันส่วน
ลองนึกดูว่าสังคมจะมีสภาพอย่างไร....
ข้อสมมตินี้อาจจะเกิดขึ้นได้ในอนาคตของลูกหลาน
บางคนหรือหลาย ๆ คนที่มีอายุยืนยาว
อาจจะได้ร่วมชะตาเดียวกัน
แม้ว่าในปัจจุบัน
หน่วยงานรัฐ วิสาหกิจ เอกชน ที่เกี่ยวข้องกับพลังงาน มีการเสาะแสวงหาและผลิตพลังงานรูปแบบต่าง
ๆ มีการทำงานกันเชิงรุกอย่างเต็มที่ เพื่อสนองความต้องการของประชาชน เพื่อให้ประชาชนมีชีวิตสะดวกสบาย แต่ความจำกัดของทรัพยากรธรรมชาติ ศักยภาพของแหล่งพลัง งานทั้งในและต่างประเทศ
ซึ่งแม้จะทุ่มเทเต็มที่ ก็อาจจะไม่เพียงพอในการบริโภคที่มีปริมาณสูงมาก สวนทางกับปริมาณพลังงานในประเทศและที่หามาได้
ประชาชนส่วนใหญ่หรือเกือบทั้งหมดที่บริโภคพลังงานในวิถีชีวิตและการประกอบอาชีพ อาจจะมีความรู้เรื่องพลังงานค่อนข้างจำกัด ในขณะเดียวกันคงจะรับรู้ผลกระทบของพลังงานต่อสิ่งแวดล้อมที่เป็นรูปธรรมกว่า
เช่น การเผชิญกับมลพิษทางอากาศ มลพิษทางน้ำ รวมทั้งจะได้ยินเรื่องภาวะโลกร้อนบ่อยและถี่ขึ้น แต่จะมีสักกี่คนที่ตระหนักรู้ว่าการบริโภคพลังงานทั้งหลายเป็นต้นเหตุของคุณภาพสิ่งแวดล้อม
ที่ส่งผลมาที่คุณภาพชีวิตของประชาชน รวมทั้งมีผลวิกฤติต่อการดำเนินชีวิตของลูกหลานในอนาคตไม่กี่สิบปีข้างหน้า
ถ้าเช่นนั้น...จำเป็นต้องมียุทธศาสตร์ในการป้องกันหรือบรรเทาวิกฤติพลังงานในอนาคต ความจำเป็นในขณะนี้ คือ เร่งให้ความรู้ สร้างจิตสำนึก
เพื่อให้ปวงชนชาวไทยมีพฤติกรรมที่ถูกต้องในการใช้พลังงานและการดูแลสิ่งแวดล้อม โดย....ขอเสนอให้มีพระราชบัญญัติพลังงานและสิ่งแวดล้อมศึกษาระดับชาติ
(Thailand Energy and
Environmental Education Act) เพื่อกำหนดให้มีองค์กรที่รับผิดชอบในการสร้างความรู้
ความเข้าใจ การสร้างจิตสำนึกและพฤติกรรมที่ถูกต้องแก่ปวงชนชาวไทยทุกช่วงวัย ให้รู้ซึ้งสามารถตัดสินใจใช้พลังงานอย่างมีเหตุมีผลและการร่วมกันดูแลสิ่งแวดล้อมอย่างมีประสิทธิภาพควบคู่กันไป
เพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน
ในพระราชบัญญัติพลังงานและสิ่งแวดล้อมศึกษาชาติที่เสนอนี้
ควรกำหนดหลักสูตรพลังงานและสิ่งแวดล้อมศึกษาสำหรับทุกระดับการศึกษา
ตั้งแต่ประถมศึกษาไปจนถึงระดับอุดมศึกษาและชุมชน
เมื่อมีหลักสูตรก็ต้องมีอาจารย์ นักวิจัย นักวิชาการ
และวิทยากรที่มีความรู้และเชี่ยวชาญด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อมศึกษา ซึ่งสถาบันอุดมศึกษาก็คงจะมีส่วนร่วมสำคัญในการสร้างบุคลากรเหล่านี้ เพื่อมาทำหน้าที่เผยแพร่ความรู้ต่อไปยังประชาชนกลุ่มต่าง ๆ
ทั้งในระบบและนอกระบบการศึกษา โดยทั่วถึง
ยุทธศาสตร์สำคัญที่ควรจะกำหนดในพระราชบัญญัติพลังงานและสิ่งแวดล้อมศึกษาชาติ
คือ การสร้างกระบวนการมีส่วนร่วมในชุมชน ด้วยการสร้างผู้นำชุมชนและเยาวชนผู้นำด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อมศีกษา
เพื่อเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนศูนย์การเรียนรู้ชุมชนด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อมศึกษาที่ควรจะจัดตั้งขึ้นในระดับชุมชน
โดยสนับสนุนให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการเสริม
สร้างความรู้คู่จิตสำนึกด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อมศึกษา
ข้อเสนอเรื่องพระราชบัญญัติพลังงานและสิ่งแวดล้อมศึกษาชาติ
นี้
เพื่อให้มีการขับเคลื่อนการพัฒนาความรู้คู่จิตสำนึกด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน
สู่ปวงชน เพื่อประสิทธิภาพในการใช้พลังงาน เพื่อคุณภาพสิ่งแวดล้อม
และเพื่อคุณภาพชีวิต
......ลูกหลานของเราในอนาคตจะต้องเผชิญวิกฤติพลังงานและสิ่งแวดล้อมเพียงใด
ย่อมขึ้นอยู่ความรู้ จิตสำนึก และการกระทำของพวกเราในวันนี้ ....
|
||||
|
||||
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น