C.Manee

C.Manee
คิดเก่ง ทำเป็น พูดได้

วันพฤหัสบดีที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2553

ขอให้ทบทวนผลของการกระทำตลอด 365 วัน แห่งปี 2553

วันนี้เป็นวันสุดท้ายของปี 2553
365 วันของปี 2553
ทุกคนมีหลากหลายประสบการณ์
ที่เกิดขึ้นจากความรัก โลภ โกรธ หลง ของมนุษย์
แล้วก็ผ่านไป.......

ผลของการกระทำที่ดี... ทำไป ทำต่อได้ และทำให้ดียิ่งขึ้น
ผลของการกระทำที่ไม่ดี... ควรเลิก ลด หรือปรับเปลี่ยน

ปี 2554
ขอให้เริ่มต้นในวันที่ 1 มกราคม 2554 ด้วยความซื่อสัตย์
ใช้ความซื่อสัตย์เป็นหลักปฏิบัติในกิจกรรมทุกอย่าง
ต่อตนเองและต่อผู้อื่น
ปลายปีหน้า ทบทวนดูว่า หลักความซื่อสัตย์ส่งผลอะไรบ้าง

วันเสาร์ที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

เล่ห์เหลี่ยม จัดการความจริงให้เปลี่ยนแปลง

ความจริง เป็นสิ่งไม่ตาย

ความจริง จะอยู่ได้หรือไม่
ผู้คนที่เกี่ยวข้องกับความจริงนั้น ๆ จะยอมรับความจริงนั้นได้หรือไม่
ถ้าความจริงนั้นไปขัดกับผลประโยชน์
ความจริงนั้น
ก็อาจจะถูกลากกระชากให้กลายเป็นแบบอื่น
ที่สนองความต้องการ

ผู้คนทั้งหลาย
ควรจะยึดมั่นความจริง
ควรจะยินดีรับความจริงนั้น

ไม่ควรจะจัดกระทำ (manipulate) ความจริงให้เปลี่ยนแปลงไป
ไม่ควรจะใช้เล่ห์เหลี่ยมกลเม็ด
ไม่ควรใช้เล่ห์เหลี่ยมทางเทคนิค
หรือเล่ห์เหลี่ยมกำปั้นทุบดิน
เพื่อจัดการกับความจริง ที่ไม่พึงปรารถนา

แต่ความจริง ก็ยังคงเป็นอยู่ ยังคงไม่ตาย
ยังคงอมตะ

วันพฤหัสบดีที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

ยิ้มสยาม

Thailand land of smile
เมืองไทย เมืองแห่งรอยยิ้ม

ยิ้ม ยิ้ม ยิ้ม ....ยิ้ม
ไม่ใช่เรื่องยากสำหรับคนไทย
ไม่ต้องเข้าหลักสูตรฝึกยิ้มใด ๆ
คนไทยทุกคนมีติดตัวมาตั้งแต่เกิด

ฉีกปากอย่างเดียว ย่อมไม่ใช่ยิ้มสยาม

ยิ้มสยาม... เป็นการแสดงออกพร้อมกัน
...ของกล้ามเนื้อทั้งหลายบนใบหน้า
...ของแววตา และท่าทาง ของคนไทย
...เป็นยิ้มที่มีชีวิตชีวา แสดงถึงความเป็นมิตร
...เป็นที่ประทับใจของผู้ได้รับยิ้ม

เมื่อทุกคนพบกัน ยิ้มให้กัน ....โลกสดใส
เมื่อทุกคนพบกัน ยิ้มให้กัน ....เกิดสันติสุข

ไม่ต้องตั้งงบประมาณแผ่นดิน
ไม่ต้องตั้งโครงการระดับชาติ
ไม่ต้องตั้งคณะกรรมการปฏิรูประดับชาติ
ไม่ต้องมีกระบวนการใด ๆ...

ขอให้ทุกคนฟื้นความทรงจำเกี่ยวกับ.... ยิ้มสยาม
ยิ้มกับตนเอง....เห็นไหม มีความสุขใช่ไหม
...พบใคร ยิ้มให้เขาก่อน
...ถ้าเขาชะงักตกใจที่เห็นยิ้ม แต่ชั่ววูบ เขาจะยิ้มตอบ

เพราะยิ้มสยาม เป็นยิ้มอัตโนมัติ

วันเสาร์ที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2553

คลองขนานถนน ถนนขนานคลอง

น้ำท่วม นำความเสียหายนับไม่ถ้วน
ชีวิตผู้คน สุขภาพกาย สุขภาพจิต
ทรัพย์สินบ้านช่อง ผลผลิตเกษตร

รวมทั้งงบประมาณแผ่นดินสำหรับการเยียวยา ปรับปรุงซ่อมแซม

ผลกระทบหลังน้ำท่วม ยิ่งหนักหนาสาหัส

ทำไมซ้ำซากเช่นนี้หนอ
จะมีไหม ที่ผู้ปกครองประเทศทั้งหลาย จะคิดและทำอย่างจริงจัง
คิดและทำอย่างต่อเนื่อง
ไม่ใช่ มาตามแก้ปัญหาเป็นรายวัน แก้ได้บ้างไม่ได้บ้าง
แก้จริงจังบ้าง แก้พอไปทีบ้าง
บ่นไปก็เท่านั้น

ขอเสนอว่า บนถนนทุกสาย สายใหญ่ สายเล็ก
สายทางหลวง สายทางหลวงชนบท สารพัดถนนที่มีอยู่ทั่วประเทศ
และยังจะมีถนนเกิดขึ้นอีกมากมาย
ขอให้ทุกถนนมีคลองขนานไปกับถนน

คลองขนานถนน ควรเป็นนโยบายสำคัญ
คลองขนานถนน ที่มีแม่น้ำสายสำคัญของประเทศ
และแม่น้ำโขง เป็นแหล่งน้ำสำคัญ

ประโยชน์ที่เกิดขึ้น.....
เพื่อประโยชน์ต่อการเกษตร ตลอดปีและในยามหน้าแล้ง
เพื่อประโยชน์ต่อการเป็นคมนาคมทางเลือก
การขนส่งทางเรือ ค่าใช้จ่ายน้อยกว่าทางบก
เพื่อประโยชน์เป็นทางระบายน้ำ แก้ปัญหาน้ำท่วม

ช่วยกันคิด ส่งเสียงดัง ๆ ฝากผู้แทนของเราไปผลักดันต่อ

วันเสาร์ที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2553

อนาคตประเทศไทย

เมืองไทย ในอนาคต............
จะเป็นเมืองสุขสงบ อยู่ในสังคมโลกอย่างสง่าผ่าเผย

ประชาชน จะมีคุณภาพเทียบกับประเทศอารยะ
ประชาชน จะมีความสุข มีความมั่นคงในชีวิต
ประชาชน จะมีการศึกษาที่มีคุณภาพ
ประชาชน จะมีอาชีพมั่นคง อยู่ดีกินดี

ประชาธิปไตย จะสมบูรณ์เต็มใบ
ประชาธิปไตย จะมีความมั่นคง ยั่งยืน

นักการเมือง จะมีคุณภาพสูง
นักการเมือง จะมีวิสัยทัศน์กว้างไกล
นักการเมือง จะทุ่มเทเพื่อประเทศชาติ
นักการเมือง จะมีความรับผิดชอบสูง
นักการเมือง จะมีจิตสำนึกรับใช้ประชาชน ประเทศชาติ

วันเสาร์ที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2553

เมืองไทยวันนี้

"เมืองไทยเรานี้ แสนดีหนักหนา ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว"
ประโยคอมตะนี้ คนที่ได้เรียนหนังสือชั้นประถม จำขึ้นใจทุกคน

มีหนุ่มคนหนึ่งอายุไม่ถึงสามสิบปี บอกว่า
ตอนเด็ก ๆ เขาก็คิดว่า เมืองไทยพิเศษจริง ๆ ...
จนกระทั่งเขาได้ไปต่างประเทศ เขาจึงเห็นว่า เมืองอื่น ๆ เขาก็มีเหมือนกัน...
และอีกหลายเมืองที่มีข้อจำกัดมาก ๆ เช่น พื้นที่น้อยกว่าเมืองไทย
พื้นที่เป็นทะเลทราย พื้นที่เป็นภูเขา
แต่เขาก็สามารถบันดาลให้มีปลา มีข้าว ....

น่าคิด...น่าคิด....

แต่เดี๋ยวนี้ เป็นอย่างไร?
แม่น้ำลำคลองของเราเป็นอย่างไร มีปลา มีกุ้ง อุดมสมบูรณ์หรือไม่
พื้นที่ทำนาจำนวนเท่าไร
ชาวนาไทยมีจำนวนเท่าไร

คงต้องรอผลการสำมะโนประชากรในปี 2553 นี้

วันจันทร์ที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2553

นิสิตนักศึกษา ขอให้กลับมามีบทบาทในสังคมไทย

นิสิตนักศึกษาในอดีต ที่ปัจจุบันอายุล่วงเข้าสู่ปัจฉิมวัย....
จำนวนไม่น้อย นอกจากเรียนหนังสือ
......ยังทำกิจกรรมในมหาวิทยาลัยในสมัยนั้น
หลายต่อหลายคน ไปร่วมชุมนุมในช่วง 14 ตุลา , 6 ตุลา
......ต่อเลยไปถึงพฤษภาทมิฬ
ล้วนมีบทเรียนจากการร่วมต่อสู้ในครั้งนั้น ๆ
ผ่านมาถึงยุคที่กิจกรรมนิสิตนักศึกษา.....
ถูกกระบวนการที่มองไม่เห็น ทำลายไป
นิสิตนักศึกษาจึงสนใจกิจกรรมบันเทิง
....เฮฮา สนุกสนาน เดินเที่ยวในห้างสรรพสินค้า
ชมรมกิจกรรมต่าง ๆ ไม่ได้รับความสนใจจากนิสิตนักศึกษา
....อาจารย์ในมหาวิทยาลัย ที่เคยทำกิจกรรมมาก่อน
มีความรู้สึกห่วงสภาพดังกล่าวไม่น้อย...

มาวันนี้ 30 สิงหาคม 2553...
ได้ฟังนิสิตจุฬา ฯ นักศึกษารามคำแหง และนักศึกษามหิดล
....แสดงโลกทัศน์ ทัศนะต่อสังคม ต่อการเมืองไทย
ในรายการของคุณจอม เพชรประดับ....VOICE TV
....ชื่นใจ ชื่นชม นิสิตนักศึกษา ทั้ง 3 คนอย่างมาก
ทั้งสาม เป็นตัวแทนของนิสิตนักศึกษาจำนวนไม่น้อย
....ที่มีวุฒิภาวะสูง สมกับที่ได้รับการศึกษามา

อยากบอกว่า ...อาจารย์มหาวิทยาลัยไม่น้อย
อยากให้ลูกศิษย์กล้าคิดต่างด้วยเหตุผล กล้าพูดในสิ่งที่คิด
และกล้าทำ ในสิ่งที่เกิดประโยชน์
อยากบอกว่า...อาจารย์มหาวิทยาลัยไม่น้อย
ยืนหยัดในประชาธิปไตย ยืนหยัดในความถูกต้อง
...แม้ว่า อาจารย์บางคน อาจจะหลงทางไปบ้าง ก็ตาม

ความคิด คำพูด ของนิสิตนักศึกษา สะท้อนได้ว่า
พวกเขาจะไม่ยอมปล่อยให้มีการขีดวงอนาคตประเทศไทย
เพื่อให้เขาเดินไปตามเส้นที่ขีดไว้
แต่พวกเขา มีสมอง มีปัญญา มีวิสัยทัศน์ ที่จะ...
กำหนดอนาคตประเทศไทย
ที่มีพวกเขาเป็นอนาคตของชาติ

วันศุกร์ที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2553

ความเงียบ

เรื่องราวที่เกิดในบ้านเมืองของเรา เมื่อไม่นานนี้
ทำให้เกิดคนไทยไม่น้อยช๊อค อึ้ง อัดอั้น อึดอัด เจ็บช้ำ
ความรู้สึกนี้ ยังคงอยู่
เมื่อมีความรู้สึก ย่อมมีปฏิกิริยาตามมา
ปฏิกิริยา มีหลายแบบ ; ตอบโต้ทางวาจา ดั่งที่เห็นจากนักการเมืองทั้งหลาย
ตอบโต้ทางกาย ดั่งที่เห็นการกระทำของกลุ่มต่าง ๆ ที่แสดงออกมา
ตอบโต้ทางใจ ซึ่งมองไม่เห็น แต่ส่งผ่านทางกายและวาจา
การตอบโต้ทางกาย วาจา มองเห็น และทำให้รู้ว่ารู้สึกอย่างไร
แต่การตอบโต้ทางใจ ที่มองไม่เห็น และถ้าไม่แสดงออกมาผ่านทางกายและวาจา
เป็นสิ่งที่น่ากลัว
มีผู้วิเคราะห์ (ด้วยความรู้สึกเจ็บช้ำ)ว่า คนไทยไม่รู้สึกรู้สมหรืออย่างไร
กับการถูกละเมิดสิทธิ โดยการใช้กฎหมายบังคับ
คนไทยไม่รู้สึกรู้สมหรืออย่างไร ที่เด็กน้อยทางเหนือถูกจับเพราะถือป้ายประท้วง
อยากจะวิเคราะห์ว่า..... คนไทยยังรู้สึกชา ชาเหมือนเวลาที่ถูกฉีดยาชา
จึงมีความเงียบเข้ามาแทน.....
รอเมื่อไรที่ยาชาหมดฤทธิ์..... การตอบโต้จากใจ จะแสดงออกมาทางกายและวาจา
อะไรที่เกิดขึ้นหลังจากความเงียบ จะบอกถึงความในใจเหล่านั้น

วันจันทร์ที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

เช้าวันนี้

เช้าวันนี้ วันที่ 27 กรกฎาคม 2553 ตรงกับวันเข้าพรรษา
อากาศครื้ม ๆ เมื่อคืนฝนตก ทำให้เช้านี้เย็นสบาย

ฤดูกาล เปลี่ยนแปลงตามวัฏจักร
ความคลาดเคลื่อนเกิดขึ้นได้ บางปีฝนมาเร็ว บางปีมาช้า

ปริมาณน้ำฝนจากฟ้า มากน้อย เราเห็นมาตลอด
กำหนดไม่ได้

ที่ที่ฝนธรรมชาติจะตก ก็เช่นเดียวกัน
ได้ยินคำพูด มาตกที่นี่ทำไมนะ น่าจะไปตกที่ที่ต้องการ

แม้มนุษย์จะสร้างนวัตกรรม สร้างเทคโนโลยี เพิ่มเติมมากมายในโลกใบนี้
แต่มนุษย์ไม่สามารถบังคับความจริงให้เปลี่ยนตามใจตัวได้

วันเสาร์ที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

อยากรู้อนาคต

หมอดู เป็นอาชีพที่น่าจะไม่ตกงาน
ยิ่งถ้าหมอดูที่มีความรู้ ยิ่งมีลูกค้าเยอะ

ทำไม....เพราะ คนไทยจำนวนไม่น้อย อยากรู้อนาคตของตัวเอง
จะมีแฟนไหม
จะสอบได้ไหม
จะได้งานไหม
จะได้ตำแหน่งไหม
จะเป็นใหญ่เป็นโตไหม

รู้ไปทำไม...
เพื่อจะได้มีกำลังใจ
มีความหวัง
หรือเตรียมใจไว้

ทำไมคนไทยจึงอยากรู้อนาคต
เพราะ ไม่มีอะไรแน่นอนในชีวิตนี้
แต่นั่นคือความแน่นอน
ความไม่แน่นอน คือ ความแน่นอน

วันอังคารที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

ต่อจากบทความ"อำนาจและความกลัว"

บทความเรื่อง "อำนาจและความกลัว" ที่ท่านอาจารย์นิธิ เอี่ยวศรีวงศ์ เขียนลงในมติชน
ทำให้รู้สึกเจ็บปวดลึก ๆ
แทน คุณมาร์ค อายุ 17 ปี
ที่เผชิญกับสิ่งที่ไม่น่าเชื่อว่า ประเทศไทย 2010 ถอยหลังไปยิ่งกว่าปี 1973
คุณมาร์ค หนุ่มน้อยผู้นี้ จึงคิดจะไม่อยู่เมืองไทยในยามนี้
แต่คงตั้งใจว่าจะกลับมาเมื่อ "อำนาจและความกลัว" ลดลง

นอกจากอำนาจ ที่ทำให้ผู้คนต้องสยบ
ความกลัว ยังสอดแทรกด้วยความเจ็บปวด

คุณมาร์ค หนุ่มน้อย ผู้นี้ แม้เจ็บเพียงใด ก็ไม่ลืมมารยาท
มารยาทที่ดีงาม สามารถเอ่ยคำ "ขอโทษ"
มารยาทนี้ ขอให้คุณมาร์คใช้ตลอดชีวิต
เพราะมารยาทนี้ ไม่ทำให้ผู้กล้าเอ่ยเสียเกียรติ
กลับแสดงถึงวุฒิภาวะ
แม้มีอายุเพียง 17 ปี ก็ตาม

วันพฤหัสบดีที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

การเปลี่ยนแปลง เป็นความจริง

โลกหมุนรอบตัวเอง หมุนรอบดวงอาทิตย์
ชีวิตหมุนไปตามโลก ไปตามดวงอาทิตย์
อาจไม่ครบวงจรของการหมุนใด ๆ
ที่เหลืออยู่ คือ ไม่เหลืออะไร

วันอาทิตย์ที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

เมืองระนอง น่าเที่ยวไม่น้อย

จุดขายของเมืองระนอง คือน้ำพุร้อนธรรมชาติ ชื่อ น้ำพุร้อน พรรั้ง ที่เหมาะสำหรับผู้นิยมการแช่น้ำร้อน.....
แม้ว่าจะสัมผัสร้อนมากในครั้งแรก ที่เอามือและเท้าลงไปแช่ก็จริง.....
แต่สักพัก ก็เริ่มรู้สึกทนได้.....
มีผู้สูงอายุมาแช่เป็นประจำทุกวัน คนระนองนั่นเอง.....
อาหารการกิน อุดมสมบูรณ์....
เหนือไปกว่านั้น สภาพภูมิประเทศเขียวฉอุ่ม มีฝนตกทั้งปี แดดออกบ้าง สัดส่วน ฝนต่อแดด เท่ากับ แปดต่อสี่....
เขาจึงเรียกว่า เมืองฝนแปดแดดสี่....
ไปทางไหน ก็เจอทะเล...
แถมมองผ่านทะเล มองเห็นเกาะสอง ของพม่า อยู่ลิบ ๆ ....
มีเรือท่องเที่ยวอันดามัน วิ่งรอกส่งทุกชั่วโมง...
เกาะพม่า มีกาสิโน ว่ากันว่า คนไทยไปสร้าง คนไทยไปสนุก....

วันเสาร์ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

การชุมนุมที่ใช้สติปัญญา ไม่รุนแรง เป็นวิธีที่นำสู่ความสำเร็จ

เมื่อมนุษย์หนึ่งคน มีปัญหา เขาจะแก้ปัญหาด้วยตนเองก่อน...
เมื่อมนุษย์หลายคนมีปัญหาคล้ายกัน ร่วมกัน เขาจะแก้ปัญหากันเป็นกลุ่ม....
เมื่อเขาทั้งหลายร่วมแก้ปัญหากันเองไม่ไหว เขาต้องหาผู้ปกครองที่เขาเลือกขึ้นมาเพื่อแก้ปัญหาให้เขา...
แต่การหาทางแก้ปัญหาที่จะทำให้เกิดผลนั้น ต้องใช้สติปัญญา ความรู้ และวิธีการที่สร้างสรรค์ ....
ความรุนแรงทั้งหลาย ไม่ว่าความรุนแรงทางวาจา ความรุนแรงโดยการใช้อาวุธ จะไม่ช่วยให้แก้ปัญหาได้....
การชุมนุมที่ใช้สติปัญญาและวิธีการขับเคลื่อนที่มีคุณภาพ จะนำมาซึ่งความสำเร็จ

ขอเรียกร้องรัฐบาลยุติความรุนแรง การทำลายชีวิตมนุษย์

ไม่ว่ารัฐบาลจะใช้เหตุผลใดก็ตาม ในการสลายการชุมชน ด้วยการใช้อาวุธจริง....
ย่อมไม่ถูกต้อง ต่อการทำต่อมนุษย์ด้วยกัน.....
ชีวิตของมนุษย์ ไม่ว่าเขาจะเป็นใคร ล้วนมีคุณค่าเท่าเทียมกัน....
ความเท่าเทียมกันของคุณค่ามนุษย์ เป็นเพียงสิ่งเดียวที่เป็นความเท่าเทียมตามธรรมชาติ.....
จึงขอเรียกร้องรัฐบาล ที่มีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรี ในพ.ศ.2553....
ในนามของมนุษย์คนหนึ่ง ที่ให้ความสำคัญของมนุษย์ทุกผู้ทุกนาม ....
ขอให้รัฐบาลยุติความรุนแรงทุกประเภท ที่กระทำต่อผู้ชุมนุม....
ยุติความรุนแรงทุกประเภท ที่ทำลายชีวิตมนุษย์ ชีวิตของคนไทย...
ที่ท่านมีหน้าที่ดูแลความเป็นอยู่ของประชาชน ตามที่ประชาชนเลือกมา

วันพุธที่ 14 เมษายน พ.ศ. 2553

วัฏจักรแห่งความวุ่นวาย ในร้อยปีจะเกิดในวงจรกี่ครั้ง

ในกลุ่มคนที่อายุ 60 - 100 ปี นอกจากจะมีบางคนที่เคยเห็นสงครามระหว่างประเทศ และผลที่เกิดจากสงครามแล้ว
ผู้คนจำนวนมากยังเคยอยู่ในเหตุการณ์ หรือเคยเห็นเหตุการณ์ของการชุมนุมเรียกร้อง หรือขับไล่ หรือ สงครามกลางเมือง
จำนวนมากเคยพบเห็น หรือเกี่ยวข้องกับการปฏิวัติรัฐประหาร
ในร้อยปี กี่ปีที่สังคมสุขสงบ กี่ปีที่วุ่นวาย
หลังความวุ่นวาย ความสุขสงบจะเกิดขึ้นหรือไม่ และจะกินเวลานานหรือไม่

เรา...ประชาชน ต้องการสังคมที่สุขสงบ
สุขสงบ.....ที่ประชาชน ได้รับสิ่งดี ๆ ไม่แตกต่างกันมากนัก
สุขสงบ.....ที่ประชาชน อยู่ดีกินดี
สุขสงบ.....ที่ประชาชน ไม่ถูกเอารัดเอาเปรียบจากคนที่เหนือกว่า

สุขสงบ.....ที่ผู้ปกครองประเทศ เปลี่ยนเป็น ผู้ดูแลรับใช้ประชาชน
สุขสงบ.....ที่ผู้ปกครองประเทศ เปลี่ยนจากการฉกฉวยผลประโยชน์ เป็น ผู้จัดการผลประโยชน์ให้แก่ประชาชน
สุขสงบ.....ที่ผู้ปกครองประเทศ เป็นผู้เสียสละความสุขของตนเอง เพื่อความสุขของประชาชน

วันพฤหัสบดีที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2553

โครงการวิจัยความมั่นคงในชีวิต(8)

ชุดโครงการวิจัยความมั่นคงในชีวิตของแม่เดี่ยวเลี้ยงลูก

แม่เดี่ยวเลี้ยงลูก กลุ่มอายุ 30 ปีขึ้นไป(กลุ่มตัวอย่างจากจังหวัดสมุทรปราการ จังหวัดนนทบุรี และจังหวัดกาญจนบุรี )

แม่เดี่ยวเลี้ยงลูกกลุ่มนี้ มีทั้งสาเหตุจากสามีเสียชีวิต และจากการหย่าร้าง
มีบุตร 1-2 คน เป็นแม่เดี่ยวเลี้ยงลูกมาแล้ว 1-5 ปี
มีความรู้สึกกลัวลูกจะมีปัญหา และกลัวต่อการรับภาระโดยลำพัง
แม่เดี่ยวเลี้ยงลูกกลุ่มนี้ส่วนใหญ่จบชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 มีอาชีพค้าขาย เฉลี่ยต่อเดือน 5,001-10,000 บาท
มีหนี้สิน ไม่มีเงินออม
ไม่เคยได้รับการเข้าฝึกอบรมและอาชีพจากหน่วยงานของรัฐหรือเอกชน
ส่วนใหญ่ไม่มีหลักประกันในชีวิต เมื่อเดือดร้อนส่วนใหญ่อาศัยพี่น้อง
ส่วนใหญ่มีบัตรสุขภาพถ้วนหน้า 30 บาทรักษาทุกโรค
ไม่ดื่มแอลกอฮอล์และไม่สูบบุหรี่ แต่ไม่ออกกำลังกาย
ไม่เคยถูกล่วงละเมิดสิทธิจากบุคคลอื่นหรือหน่วยงานของรัฐ และไม่เคยมีคดีฟ้องร้องกับบุคคลอื่นหรือหน่วยงานของรัฐ

โครงการวิจัยความมั่นคงในชีวิต (7)

ชุดโครงการวิจัยความมั่นคงในชีวิตของแม่เดี่ยวเลี้ยงลูก

แม่เดี่ยวเลี้ยงลูก กลุ่มแม่อายุ 26-30 ปี (กลุ่มตัวอย่างจากจังหวัดสุพรรณบุรี จังหวัดชลบุรี และจังหวัดเพชรบุรี )

แม่เดี่ยวเลี้ยงลูกกลุ่มนี้ ส่วนใหญ่มีสาเหตุจากคู่สมรสหย่าร้าง มีบุตร 1 คน
เป็นผู้ที่มีการศึกษาน้อย อาชีพรับจ้าง รายได้ต่ำ
การเป็นแม่เดี่ยวเลี้ยงลูกและจำนวนบุตรที่ต้องเลี้ยงดูทำให้ความมั่นคงในชีวิตลดน้อยลง
การเพิ่มความมั่นคงในชีวิตมาจากการมีอาชีพที่มั่นคง
อย่างไรก็ตามกลุ่มนี้ส่วนใหญ่มีที่อยู่อาศัยในสภาพที่ดีพอควร
รวมทั้งได้รับความสนับสนุนช่วยเหลือจากครอบครัวพ่อแม่พี่น้อง

โครงการวิจัยความมั่นคงในชีวิต (6)

ชุดโครงการวิจัยความมั่นคงในชีวิตของแม่เดี่ยวเลี้ยงลูก

แม่เดี่ยวเลี้ยงลูก กลุ่มแม่อายุ 18-25 ปี (กลุ่มตัวอย่างจากจังหวัด สมุทรสงคราม ราชบุรี ปทุมธานี )
แม่เดี่ยวเลี้ยงลูก อายุ 18-25 ปี ส่วนใหญ่มีการศึกษาอยู่ในระดับต่ำกว่ามัธยมศึกษา มีอาชีพรับจ้าง รายได้ต่ำกว่า 5,000 บาท เหตุผลที่ต้องเลี้ยงลูกเพียงลำพังเพราะแยกกันอยู่กับสามี ส่วนใหญ่ไม่มีสวัสดิการ จึงต้องดูแลตนเอง
แม่เดี่ยวจำนวนหนึ่งได้รับสวัสดิการเรื่องประกันสุขภาพและประกันสังคม
ภาระการเลี้ยงดูบุตร ส่วนใหญ่เลี้ยงดูด้วยตนเอง รองลงไปคือฝากให้ญาติเลี้ยง บุตรอยู่ในวัยที่เรียนในระดับอนุบาล
ความมั่นคงในชีวิตของแม่เดี่ยวเลี้ยงลูกกลุ่มนี้โดยรวมอยู่ในระดับน้อย

โครงการวิจัยความมั่นคงในชีวิต (5)

ในชุดโครงการวิจัยความมั่นคงในชีวิตของแม่เดี่ยวเลี้ยงลูก

แม่เดี่ยวเลี้ยงลูก หรือ single mom หมายถึง คุณแม่ที่ต้องเลี้ยงลูกเพียงคนเดียว ไม่มีคุณพ่อช่วยเลี้ยงลูก ซึ่งมาจากหลายสาเหตุ เช่น คุณพ่อเสียชีวิตและคุณแม่ไม่ได้แต่งงานใหม่ มีการหย่าร้งหรือแยกกันอยู่ระหว่าคุณพ่อคุณแม่และลูก ๆ อยู่ในความดูแลเลี้ยงดูของคุณแม่เพียงคนเดียว แม้แต่ในกรณีที่มีลูกโดยไม่พร้อม เป็นต้น

กลุ่มแม่เดี่ยวเลี้ยงลูก แม่วัยรุ่นอายุ 13-17 ปี
กลุ่มตัวอย่างจากกรุงเทพมหานคร จังหวัดนครปฐม และ สมุทรสาคร )
กลุ่มนี้ส่วนใหญ่ นับถือศาสนาพุทธ ศึกษาอยู่ในระดับมัธยมศึกษาตอนต้น จำนวนหนึ่งประกอบอาชีพ มีอาชีพรับจ้าง รายได้ต่อเดือนประมาณ 5,001 – 10,000 บาท การที่มีลูกไม่ได้เกิดจากความตั้งใจมีชีวิตคู่ การที่ต้องเลี้ยงลูกตามลำพังเพราะการหย่าร้างหรือแยกทางกัน ปัญหาของแม่วัยรุ่นเลี้ยงเดี่ยวคือ เงินไม่พอใช้ มีหนี้สิน มีภาระในการเลี้ยงดูบุตร ทำให้มีอารมณ์โกรธและหงุดหงิดง่าย ส่วนใหญ่ไม่มีโอกาสศึกษาต่อ แต่มีความต้องการได้รับการพัฒนาให้มีวุฒิการศึกษา แต่ยังโชคดีที่ครอบครัว พ่อแม่พี่น้อง ไม่ทำร้ายจิตใจและให้ความช่วยเหลือเลี้ยงลูกให้ด้วย

วันศุกร์ที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2553

อำนาจยั่งยืนหรือไม่

ความขัดแย้งทุกวันนี้ เกิดจากความต้องการอำนาจ
ความต้องการอำนาจ ทำให้ต้องแย่งอำนาจกัน

อำนาจบันดาลให้คนที่มีอำนาจได้ทุก ๆ อย่าง
ไม่ว่าความยิ่งใหญ่เหนือผู้อื่น ชื่อเสียง เงินทอง ทรัพย์สิน ลูกน้องบริวาร ความสะดวกสบาย

อำนาจเป็นสิ่งถาวรหรือไม่
ดูเหมือนอำนาจจะมีอยู่ถาวร แต่แปรเปลี่ยนมือไป อันเนื่องจากการแย่งชิง

เมื่อแย่งชิงแล้ว จะอยู่กับผู้ที่ได้อำนาจแบบไหน จึงจะอยู่ได้นานสุด
น่าจะอยู่ได้นาน.....กับคนที่มีความรู้ ความเข้าใจ และรู้จักใช้อย่างเหมาะสม
และจะอยู่ได้สั้นที่สุด.......กับคนที่เหิมเกรมกับอำนาจนั้น ๆ

วันอาทิตย์ที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2553

โครงการวิจัยความมั่นคงในชีวิต(4)

ผู้สูงอายุช่วงอายุ 70 -79 ปี (กลุ่มตัวอย่างจากจังหวัดสมุทรสงคราม จังหวัดสมุทรสาคร และจังหวัดราชบุรี )

ผู้สูงอายุในกลุ่มนี้ มีความสุข ผู้สูงอายุหญิงส่วนใหญ่ใจบุญสุนทาน ไปปฎิบัติธรรมในศาสนสถานเป็นประจำ
ผู้สูงอายุกลุ่มนี้ได้รับความช่วยเหลือจากเพื่อนบ้าน
ผู้สูงอายุที่จบมัธยมศึกษาขึ้นไป ส่วนใหญ่ไม่มีปัญหาเรื่องฟัน ได้ไปเที่ยวนอกบ้าน
ในบ้านที่มีสมาชิกจำนวนมาก ทำให้ผู้สูงอายุไม่เหงา

ผู้สูงอายุตอนปลาย 80 ปีขึ้นไป (กลุ่มตัวอย่างจากจังหวัดเพชรบุรี สมุทรปราการ และชลบุรี)
ผู้สูงอายุตอนปลายกลุ่มนี้ ส่วนใหญ่มีโรคประจำตัว
มีที่พักอาศัยเป็นของตนเอง และพักอาศัยอยู่กับลูกหลาน
บรรยากาศของที่พักอาศัยมีความปลอดโปร่งอากาศถ่ายเทสะดวก มีความปลอดภัยต่อชีวิตและทรัพย์สิน
ผู้สูงอายุตอนปลายส่วนใหญ่มีความคาดหวังความมั่นคงในชีวิต

วันพุธที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2553

โครงการวิจัยความมั่นคงในชีวิต (2)

ชุดวิจัยความมั่นคงในชีวิตของผู้สูงอายุ

ผู้สูงอายุช่วงอายุ 55-59 ปี (กลุ่มตัวอย่างจากจังหวัดราชบุรี จังหวัดกาญจนบุรี และจังหวัดสมุทรสงคราม)
ผู้สูงอายุหญิง มีภาระรับผิดชอบเรื่องช่วยเหลืองานบ้านมากกว่าผู้สูงอายุชาย ในขณะที่ผู้สูงอายุชาย มีภาระรับผิดชอบเรื่องการเงิน และภาระเลี้ยงดูบุตรหลานมากกว่าผู้สูงอายุหญิง
ผู้สูงอายุที่มีจบประถมศึกษามักไม่มีงานทำ ผู้สูงอายุที่มีการศึกษาสูงกว่าระดับปริญญาตรีมีรายได้ต่อเดือน มากกว่า 30,000บาทต่อเดือน ผู้สูงอายุที่จบมัธยมศึกษาตอนต้นและสูงกว่าปริญญาตรี มีการทำประกันชีวิต ส่วนผู้ที่จบประถมศึกษามีกองทุนฌาปนกิจสงเคราะห์
ผู้สูงอายุที่ประกอบอาชีพเกษตรกร และรับจ้างทั่วไป มีที่อยู่อาศัยเป็นบ้านเดี่ยวมีบริเวณ ส่วนผู้สูงอายุที่ไม่มีงานทำ มีที่อยู่อาศัยเป็นห้องแถวชั้นเดียว ผู้สูงอายุที่มีอาชีพรับจ้างทั่วไปได้รับสิทธิด้านการรักษาพยาบาล โดยใช้บัตรทอง 30 บาท รักษาทุกโรค ส่วนผู้สูงอายุที่ทำงานในหน่วยงานเอกชน มีการทำประกันชีวิตมากที่สุด อาชีพข้าราชการได้รับบำเหน็จบำนาญ ส่วนอาชีพรับจ้างทั่วไปไม่มีหลักประกันชีวิต
ผู้สูงอายุที่เป็นโสด มักมีการทำประกันชีวิต ส่วนผู้สูงอายุที่มีสมรส เป็นหม้ายหรือหย่าได้รับการช่วยเหลือจากสามี ภรรยา บุตร และพี่น้องเมื่อได้รับความเดือดร้อน

โครงการวิจัยความมั่นคงในชีวิต (3)

ชุดความมั่นคงในชีวิต กลุ่มผู้สูงอายุ

ผู้สูงอายุ ช่วงอายุ 60-69 ปี (กลุ่มตัวอย่างจากจังหวัดกรุงเทพมหานคร จังหวัดนครปฐม และจังหวัดปทุมธานี )
ผู้สูงอายุกลุ่มนี้ ส่วนใหญ่มีสวัสดิการด้านบริการสุขภาพจากหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าหรือบัตรทอง
มีการเตรียมการเพื่อไปสู่ความมั่นคงในชีวิต ซึ่งประกอบด้วย การดูแลตนเอง การใช้หลักยึดทางศาสนา การสะสมความดี/ สะสมบุญ และการวางแผนล่วงหน้าเพื่อเตรียมความพร้อม
ความมั่นคงในชีวิตของผู้สูงอายุขึ้นอยู่กับภูมิหลังของแต่ละบุคคล ได้แก่ พื้นฐานของครอบครัว การศึกษาและความรู้ที่มีอยู่ การเติบโตในชีวิตที่ผ่านมาและประสบการณ์ มีการเตรียมการเพื่อไปสู่ความมั่นคงในชีวิตอย่างพอเพียง มีความสุขและไม่กลัวความตาย

วันพฤหัสบดีที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

โครงการวิจัยความมั่นคงในชีวิต (1)

ว่างเว้นเขียนบทความใน blog มานาน จะชะลอการเล่าเรื่องชีวิตไปสักช่วง
เพื่อเสนอสาระจากโครงการวิจัยสำคัญที่เพิ่งแล้วเสร็จ

ในฐานะรองอธิการบดีฝ่ายวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยคริสเตียน ได้เสนอโครงการวิจัยเรื่องความมั่นคงในชีวิต ต่อบริษัทไทยประกันชีวิต เพื่อขอการสนับสนุนทุนวิจัย ในปี พ.ศ.2552 ซึ่งก็ได้รับการสนับสนุนด้วยความเต็มใจจากผู้บริหารสูงสุดของบริษัทฯ
โครงการวิจัยความมั่นคงในชีวิต ประกอบด้วย ชุดโครงการวิจัยย่อย 4 ชุด และ 1 โครงการพิเศษ ดังนี้

1.ชุดโครงการวิจัยความมั่นคงในชีวิตของผู้สูงอายุ
2.ชุดโครงการวิจัยความมั่นคงในชีวิตของแม่เดี่ยวเลี้ยงลูก
3.ชุดโครงการวิจัยความมั่นคงในชีวิตของนักธุรกิจขนาดเล็กหรือเถ้าแก่น้อย
4.ชุดโครงการวิจัยความมั่นคงในชีวิตของผู้เตรียมประกอบอาชีพ
5.โครงการวิจัยเชิงปฏิบัติการอย่างมีส่วนร่วมในการพัฒนาชุมชนดอนยายหอม

ในโครงการวิจัยนี้ มีนักวิจัยทั้งสิ้นจำนวน 65 คน ได้ผลิตงานวิจัยจำนวน 16 เรื่อง
รายละเอียดของชุดโครงการย่อย จะค่อย ๆ เล่าต่อไป